| "ไอบีเอ็ม"งัดกลยุทธ์จับลูกค้าSMEs จัดโซลูชั่น+เงินผ่อนโรดโชว์ทั่วปท.ปิดช่องโหว่ตลาด |
![]() ยักษ์ไอทีรุกขยายฐานลูกค้าเอสเอ็มอีไอบีเอ็มจับมือพาร์ตเนอร์ทำโครงการ IBM Express Advantage เสนอโซลูชั่นพร้อมโปรแกรมเงินผ่อน ปิดช่องโหว่ตลาดเอสเอ็มอี พร้อมแผนโรดโชว์เข้าถึงลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯและ ตจว. ด้าน "เอชพี" ขยายฐานเครื่องเวิร์กสเตชั่นระดับล่างจับเอสเอ็มอี นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากไอบีเอ็มพบว่าที่ผ่านมาไอบีเอ็มยังไม่มีโซลูชั่นที่เหมาะสมกับตลาดนี้ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ไอบีเอ็มทำให้ลูกค้ามักคิดว่าแพงและเข้าถึงยาก ทำให้ไอบีเอ็มต้องผลักดันโปรแกรมและโซลูชั่นสำหรับเอสเอ็มอีให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ไอบีเอ็มจึงได้เปิดตัวโครงการ IBM Express Advantage เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม เอสเอ็มอีด้วยคอนเซ็ปต์ รวดเร็วในการใช้งาน ราคาถูก และใช้งานง่าย โดยไอบีเอ็มได้ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ประมาณ 30 ราย ทั้งพาร์ตเนอร์ระดับโลก และโลคอลพาร์ตเนอร์ เช่น เมโทรซิสเต็มส์, ไทยคอม เมนเนจเมนต์ เพื่อสร้างแอปพลิเคชั่นที่เหมาะกับการใช้งานสำหรับคนไทย 30 โซลูชั่น ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเซอร์วิส 70 รายการ ทุกโซลูชั่นได้รับการออกแบบและกำหนดราคาอย่างเหมาะสม เพื่อใช้ตอบโจทย์ทางธุรกิจ อาทิ โซลูชั่นบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบชุดทั้งฮาร์ดแวร์และเซอร์วิสราคา 2 แสนบาท โปรแกรมระบบบริหารร้านค้าปลีกเริ่มต้นที่ 8.5 หมื่นบาท เป็นต้น รวมถึงระบบบัญชี ระบบจัดซื้อ ระบบงานขาย ระบบสินค้าคงคลัง ระบบการผลิต และอื่นๆ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถผ่อนชำระแบบรายเดือนผ่านโปรแกรมไฟแนนเชียลเซอร์วิสของไอบีเอ็มได้ พร้อมกันนี้ไอบีเอ็มได้ปรับปรุงช่องทางการให้บริการลูกค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดใช้โทรศัพท์ 1800-299-222 เพื่อเพิ่มความสะดวกของลูกค้าเอสเอ็มอีในการติดต่อเจ้าหน้าที่ไอบีเอ็มที่ผ่านการฝึกอบรมเพื่อดูแลลูกค้าเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ และเพื่อเข้าถึงลูกค้าและเป็นการเปิดตลาดเอสเอ็มอีของไอบีเอ็มให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็จะมีการโรดโชว์ตามย่านธุรกิจใน กทม.และต่างจังหวัดทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าไอบีเอ็มมีรายได้จากธุรกิจ เอสเอ็มอีและองค์กรขนาดใหญ่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอียังมีพื้นที่ที่จะสามารถทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีในประเทศไทยส่วนใหญ่ต้องการขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับ ต่างประเทศทำให้กลุ่มเอสเอ็มอีต้องการที่ปรึกษาและโซลูชั่นเพื่อช่วยสร้างการเติบโต ด้านนายประเสริฐ จรูญไพศาล ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเพอร์ซัลนอล ซิสเต็มส์ (พีเอสจี) บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นในกลุ่มธุรกิจหลายประเภทต้องใช้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงๆ ทำให้ตลาดเวิร์กสเตชั่นมีการเติบโต โดยในภูมิภาคอาเซียนมีอัตราการเติบโตถึง 67.6% ขณะที่ไตรมาสที่ผ่านมาตลาดเวิร์กสเตชั่น ของเอชพีในไทยมีการเติบโตกว่า 30% โดยเอชพีจะทำตลาดไปกับพาร์ตเนอร์ ISV (Independent Software Vendor) ประมาณ 20-30 ราย ตามกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะลูกค้าเวิร์กสเตชั่นจะคำนึงถึงแอปพลิเคชั่นเป็นหลัก ปัจจุบันราคาเครื่องเวิร์กสเตชั่นปรับลดลงมาก เนื่องจากราคาของอุปกรณ์ภายในโดยเฉพาะราคากราฟิกการ์ดในตลาดลดเหลือต่ำกว่าหมื่นบาท ทำให้สามารถผลิตเวิร์กสเตชั่นรุ่นโลว์เอนด์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่มโดยล่าสุดเอชพีได้เปิดตัวเวิร์กสเตชั่น 3 รุ่น คือ HP xw4600 ราคา 34,900 บาท HP xw6600 ราคา 69,900 บาท HP xw8600 ราคา 89,900 บาท ด้านนายปวิณ วรพฤกษ์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์และการตลาด กลุ่มพีเอสจี กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการทำตลาดเวิร์กสเตชั่นในไทย เพราะราคาของเทคโนโลยีลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมราคาเครื่องไม่ต่ำกว่าแสนบาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงเหลือเพียง 2.9-4.9 หมื่นบาท เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มเกมเมอร์ และองค์กรขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันผลตอบรับจากงานคอมมาร์ท ซึ่งเอชพีมีการวางขายเวิร์กสเตชั่นเพื่อลูกค้าเอสเอ็มอี พบว่ามียอดสั่งจองแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดเอสเอ็มอี โดยปีนี้เซ็กเมนต์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษสำหรับเวิร์กสเตชั่นคือ กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อสร้างงานแอนิเมชั่น 3 มิติ กลุ่มการออกแบบดีไซน์ และกลุ่มน้ำมันและก๊าซที่ต้องอาศัยการคำนวณที่แม่นยำ ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/ |
